นำเสนอสไตล์ TED Talk (ตอนที่ 2)
ในบทความตอนที่แล้ว เราได้กล่าวถึงการนำเสนอสไตล์ TED Talk [1] จากหนังสือขายดีของ Carmine Gallo [2]
ซึ่งถอดรหัสออกมาเป็น 9 เคล็ดลับด้วยกัน
บทความในตอนที่ 2 นี้ เรามาต่อกันด้วยเทคนิคการนำเสนอสไตล์ TED Talk จาก Chris Anderson ประธาน TED Talk ตัวพ่อ
ซึ่งเทคนิคเหล่านี้นำมาจากหนังสือ TED Talks [3] ที่เขียนโดย Chris Anderson เอง และเพิ่งออกมาเมื่อต้นปี 2016 ซึ่งจะมีกลเม็ดเด็ดพรายอะไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ
Chris Anderson ได้เปรียบเทียบการนำเสนอในงาน TED Talk เหมือนกับคนโบราณที่ถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น
ผ่านการเล่าเรื่องรอบกองไฟ ตั้งแต่โบราณกาล ผู้คนจะล้อมวงกัน ฟังเรื่องเล่าที่น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยอารมณ์ร่วม
การแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ผ่านการบอกเล่าเรื่องในรูปแบบนี้ จนพัฒนามาสู่การพูดและการนำเสนอในที่สาธารณะ
ซึ่งหากฝึกฝนมาอย่างดี จะกลายเป็นการจุดประกายความคิดให้กับผู้ฟังทั้งห้องและเปลี่ยนทัศคติของผู้ฟังไปตลอดกาล
ในหนังสือเล่มนี้ ได้เจาะลึกถึงเทคนิครวมทั้งสิ้น 18 เทคนิค ที่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ตรงของ Chris Anderson เอง
ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่ ดังนี้ค่ะ
Foundation เรื่องพื้นฐานก่อนการนำเสนอ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนเราจะรับปากนำเสนอ มีดังนี้
- มาสร้างทักษะการนำเสนอกัน การนำเสนอสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ เช่น
และ การนำเสนอเพียงสั้น ๆ ทำให้ Elon Musk ประธาน SpaceX ยังคงดำเนินงานบริษัทต่อไปได้ในวันที่จรวดของเขาระเบิดเป็นครั้งที่ 3
ถึงแม้ว่าทุกคนกลัวการนำเสนอ แต่การนำเสนอเพียงต้องการความเป็นตัวคุณ และการเตรียมตัวที่ดีเท่านั้นเอง
- การหาไอเดีย การนำเสนอที่ดีต้องให้ไอเดียที่จะคงอยู่กับผู้ฟังไปตลอดชีวิต
ใครก็ตามที่มีไอเดียที่ดีที่ “น่าแบ่งปัน” ก็จะสามารถนำเสนออย่างมีพลังได้
ลองถามตัวเองดูว่า อะไรคือหนึ่งไอเดียที่คุณอยากแบ่งปันให้คนอื่นได้รับรู้
แล้วนำมันมานำเสนอผ่านภาษาและคำพูดที่เตรียมไว้อย่างดี ประดุจการเดินทางที่สนุกสนาน
- ระวังหลุมพราง! วิธีพูดบางอย่างอาจไม่เหมาะที่จะใช้ในการนำเสนอ เช่น
การบ่นไปเรื่อยๆ เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้พูดไม่ได้เตรียมตัวมาดีพอ
ส่วนการเล่าถึงทีมงานมากเกินไป อาจเป็นการใช้เวลาโดยไม่ได้ประโยชน์กับผู้ฟัง
และ การตั้งใจปลุกเร้าแรงบันดาลใจจนเกินพอดีก็อาจทำให้ฟังดูเชยได้
- เส้นเชื่อมประเด็น (Throughline) คือ ธีมที่เชื่อมประเด็นที่ต้องการสื่อสารเข้าด้วยกันอย่างมีทิศทาง
เราอาจเริ่มต้นจากการสร้าง throughline ด้วยคำ 15 คำที่สื่อถึงเนื้อหาสำคัญ
เช่น “ยิ่งมีทางเลือกมากก็ยิ่งไม่มีความสุข” , “ด้วยภาษากาย คุณสามารถแกล้งทำจนกลายเป็นเรื่องจริง” ,
“ธงเมืองแย่ๆ สามารถเผยให้เห็นถึงความลับของการออกแบบที่น่าประหลาดใจ” เป็นต้น
ซึ่ง throughline จะทำให้ผู้ฟังติดตามเรื่องราวได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม ควรระวังการใส่หัวข้อมากเกินไป ควรถามตัวเองเสมอว่าสิ่งที่จะพูดสำคัญอย่างไรต่อผู้ฟัง แล้วใส่เรื่องราวของสิ่งนั้น
ส่วนโครงสร้างการนำเสนอทั่วไปจะประกอบด้วย การแนะนำหัวข้อ ความสำคัญของหัวข้อ แนวคิดหลัก การใช้งานจริง และสรุป
Talk Tools เครื่องมือที่นำไปสู่การสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ฟัง ซึ่งเราสามารถผสมผสานเครื่องมือเหล่านี้ตามความเหมาะสม เครื่องมือสร้างความประทับใจ ได้แก่
- Connection คือ การสร้างสัมพันธ์ไปสู่ผู้ชม
โดยการสร้างสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง เช่น การสบตาผู้ฟังพร้อมส่งรอยยิ้มเล็กน้อย การพูดถ่อมตัวอย่างจริงใจ
การสอดแทรกมุขตลก(ที่ไม่ส่อเสียดใคร) และการเล่าเรื่องราว
นอกจากนี้ เราควรหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องการเมืองและศาสนา และการยกตนข่มผู้ฟัง
- Narration การเล่าเรื่องราวเป็นการปรับสภาพจิตใจที่จะแบ่งปันและรับสาร
(1) มีตัวละครที่ผู้ฟังสามารถมีอารมณ์ร่วมได้ ซึ่งอาจเป็นตัวคุณเอง และเป็นเรื่องที่สำคัญกับคุณ
(2)สร้างความตึงเครียด เช่น ทำให้ผู้ฟังสงสัย หรือ ตัวละครหลักต้องเผชิญอันตราย
(3)ให้รายละเอียดที่มากพอ และ
(4)จบด้วยความพึงพอใจ เช่น ตลกขบขัน ประทับใจ หรือ เผยคำตอบที่น่าพอใจ
และอย่าลืมว่าเรื่องที่เล่าต้องเป็นไปตาม throughline ที่ตั้งไว้ และต้องเป็นเรื่องจริง
จึงจะทำให้ผู้ฟังค้นพบคุณค่าที่มีความหมายของเรื่องราวได้
- Explanation ควรมีการอธิบายเรื่องที่เข้าใจยาก เมื่อคุณอธิบายเรื่องได้ดี ความตื่นเต้นของผู้ฟังก็จะตามมา
(1) ควรเริ่มจากความรู้พื้นฐานของผู้ฟัง
(2) จุดประกายความสงสัย
(3) อธิบายแนวคิดใหม่ทีละเรื่อง
(4) ใช้การเปรียบเทียบ
(5) ใช้ตัวอย่างประกอบ
นอกจากนี้ พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เทคนิคกับผู้ฟังที่มีพื้นฐานหลากหลาย
- Persuasion การเชิญชวนเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนความคิดในระยะยาว
แล้วให้เหตุผลเป็นขั้นเล็ก ๆ ที่ผู้ฟังสามารถสรุปได้เอง
อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวัง หากจะใช้วิธีทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม
โดยควรเน้นไปที่ประเด็น ไม่ใช่ตัวบุคคลหรือองค์กร
นอกจากนี้ อาจใช้วิธีที่ทำให้ผู้ฟังร่วมเป็นนักสืบไปกับคุณ
โดยการค่อย ๆ ตัดความเป็นไปได้ออกทีละประเด็น จนเหลือเพียงประเด็นที่คุณต้องการสื่อสารเพียงประเด็นเดียว
อย่างไรก็ตาม การใช้เหตุผลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เชิญชวนผู้ฟังให้อยากฟังจนจบได้
อาจเพิ่มความน่าฟังด้วยอารมณ์ขัน เกร็ดความรู้ ตัวอย่างที่ชัดเจน การอ้างอิงสถาบันที่น่าเชื่อถือ หรือใช้สื่อชนิดอื่นร่วมด้วย
- Revelation การเผยโฉมเป็นการทำให้ผู้ฟังประหลาดใจจนลืมหายใจ อาจใช้การแสดงภาพเรียงต่อกันอย่างน่าพิศวงและมีเป้าหมาย
แต่ให้ผู้ชมได้เห็นความสามารถที่มหัศจรรย์ของผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง แล้วจึงกล่าวถึงการใช้งาน หรือการแสดงวิสัยทัศน์สำหรับอนาคต
การแสดงวิสัยทัศน์สามารถทำได้ผ่านรูปภาพ รูปสเก็ตช์ การสาธิต หรือผ่านเพียงการบรรยายเท่านั้น
การแสดงวิสัยทัศน์คือการแบ่งปันความฝันในอนาคตซึ่งมีหลักการเพียง 2 ข้อ คือ
(1) สร้างภาพอนาคตที่คุณต้องการอย่างชัดแจ้ง และ
(2) ทำให้ชัดเจนจนผู้ฟังฝันเห็นอนาคตเดียวกัน
หากเราสื่อสารวิสัยทัศน์ได้ดีจะทำให้เราสามารถส่งต่อความฝัน ไปสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้อื่นและทำให้มันเป็นความจริงได้
เพราะความฝันที่จะมีอนาคตที่สวยงาม ทำให้เราและผู้ฟังทำงานหนักขึ้นเพื่อทำให้มันเป็นจริง
Preparation Process รวมถึงการ การเตรียมสื่อประกอบ การเขียนบท การซ้อม การเปิดและปิดการนำเสนอ
- Visuals รวมทั้งสื่อที่เป็น ภาพ ข้อความที่ออกแบบมาอย่างสวยงาม กราฟ infographics แอนิเมชัน วิดีโอ เสียง และการ simulation ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างได้ด้วยซอฟต์แวร์สมัยใหม่อย่างง่ายดาย
เนื่องจากการฉายสื่อเหล่านี้บนจอขณะที่เราพูด เป็นการดึงความสนใจผู้ชมออกจากผู้พูด
และการไม่มีสื่ออาจดีกว่าการมีสื่อแย่ ๆ อีกด้วย
การใช้สื่อต้องพิจารณาถึง 3 สิ่งนี้เป็นสำคัญ
(1) เปิดสื่อเพื่อแสดงบางสิ่งที่อธิบายด้วยคำพูดได้ยาก
(2) การอธิบายประกอบสื่อ โดยแสดง 1 ประเด็นต่อ 1 สไลด์ หากช่วงใดไม่ได้ใช้สื่อ ควรปิดสื่อไม่ให้รบกวนความสนใจ และ
(3) ความสวยงาม ซึ่งมีคำแนะนำในการใช้งานซอฟต์แวร์สร้างสื่อสไลด์ดังนี้
- เลือกใช้สัดส่วนหน้าจอที่เหมาะสมกับโปรเจ็คเตอร์ เช่น 16:9 หรือ 4:3
- อย่าใช้ template, bullet, dash ที่มากับซอฟต์แวร์
- ขยายรูปให้เต็มหน้าจอ หรือใช้พื้นหลังสีดำ และใช้รูปที่มีความละเอียดสูงสุดที่เป็นไปได้
- แนะนำให้ใช้ฟ้อนต์ Helvetica หรือ Arial (สำหรับภาษาอังกฤษ)
- ใช้ขนาดฟ้อนต์ 24 หรือใหญ่กว่านั้น
- ถ้าต้องวางตัวอักษรบนรูป หากวางแล้วอ่านยาก ให้ใส่สีเหลี่ยมสีดำรองตัวอักษรไว้
- สีตัวอักษรและสีพื้นหลังควรตัดกันเช่น สีขาว/ดำ หรือ เหลือง/ดำ ควรใช้ตัวอักษรสีเดียวกันทุกสไลด์ ยกเว้นในกรณีที่ต้องการเน้นความสำคัญหรือสร้างความประหลาดใจ อย่าใช้ตัวอักษรสีอ่อนบนพื้นสีอ่อน หรือตัวอักษรสีเข้มบนพื้นสีเข้มเป็นอันขาด!
- ให้ลองฉายตัวอักษรและสีพื้นที่เลือกบนจอที่จะนำเสนอ แล้วยืนห่างจากจอ 6-12 ฟุต ยังอ่านออกหรือไม่? ตัวอักษรแตกเป็นพิกเซลหรือไม่? ปรับให้เหมาะสม
- อย่าใช้ bullet, dash, ตัวเอียง, ตัวขีดเส้นใต้ หรือใช้หลาย effect กับตัวอักษรบรรทัดเดียวกัน
- แบ่งประเด็นให้ 1 สไลด์มีเพียงประเด็นเดียว
- ใส่แหล่งที่มาแบบย่อให้กับสื่อที่นำมา และใช้ตัวอักษรไม่ใหญ่เกินไป เช่น ขนาดฟ้อนต์ 10 (ควรได้รับอนุญาตจากเจ้าของสื่อถ้าเป็นไปได้)
- ถ้าต้องใส่รูปของทีมงาน ให้ใส่เพียงรูปเดียว เพราะไม่ได้มีความสำคัญใดๆ กับผู้ฟัง
- คลิปวีดีโอไม่ควรยาวกว่า 30 วินาทีและไม่ควรมีมากกว่า 2-4 คลิป
- ไม่ควรใส่ transition ระหว่างการเปลี่ยนสไลด์ ยกเว้นถ้าต้องการขึ้นเรื่องใหม่
- ควรรวมไฟล์ด้วยการ zip เพื่อให้ไฟล์ทั้งหมดอยู่ที่เดียวกัน (และรวมไฟล์ฟ้อนต์ด้วย) และมอบให้ผู้จัดล่วงหน้า 1 ชุดและพกติดตัวใน Flash Drive 1 ชุด
- ทดสอบเปิดไฟล์สไลด์ และไฟล์สื่อต่าง ๆ ก่อนการนำเสนอ
- ตั้งชื่อไฟล์โดยใส่ version เข้าไปด้วย ได้แก่ ชื่อคนที่แก้ไขไฟล์ล่าสุด, หมายเลข version, ชื่อสถานที่นำเสนอ และชื่องานที่นำเสนอ
- การเขียน SCRIPT ถึงแม้ว่า TED มักจะให้ผู้นำเสนอส่วนใหญ่เขียนสคริปต์ทุกคำและท่องจนกว่าจะจำได้อย่างดี
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใช้สคริปต์หรือไม่ ก็ต้องซ้อมจนกว่าการพูดของคุณจะออกมาอย่างจริงใจและเป็นธรรมชาติ
การซ้อม นักดนตรีต้องซ้อม นักแสดงต้องซ้อม และนักพูดก็เช่นกัน
มิฉะนั้นเราอาจต้องอับอายเพราะผู้ฟังต้องทนทุกข์ทรมาณฟังสิ่งที่เราพูดโดยไม่ได้ผ่านการเตรียมตัวมาอย่างดี
และมักจะพูดจนเลยเวลา เทคนิคในการซ้อม คือ เราอาจซ้อมกับเพื่อนสนิทที่ไม่รู้เรื่องที่เราจะพูดมาก่อน
เพื่อให้ได้ feedback ที่ตรงไปตรงมา ควรซ้อม 25 – 100 รอบ และให้การพูดแต่ละครั้งอยู่ภายใน 90% ของเวลา
(เช่นมีเวลาพูด 10 นาที ควรซ้อมให้ได้ 9 นาที)
- การพูดเปิดและพูดปิด เราพูดเปิดเป็นการเร้าให้คนฟังอยากรู้เรื่องที่เราจะพูด และการพูดปิดเป็นการพูดเพื่อให้คนฟังจดจำประเด็นได้
และหมดความสนใจทันทีหากเราไม่สามารถเร้าความสนใจได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้นอย่าเริ่มด้วยการถามถึงดินฟ้าอากาศ ควรเริ่มด้วยคำถามที่น่าประหลาดใจ
เรื่องสั้นสุดดราม่า ภาพ/คลิปวิดีโอ/สิ่งของที่น่าตื่นเต้น หรือการเร้าความสนใจผู้ฟังโดยไม่เฉลย
เราอาจใช้เทคนิค 10-1 นั่นคือ เราต้องทำให้ผู้ฟังสนใจภายใน 10 วินาทีแรก และทำให้ผู้ฟังอยากฟังต่อจนจบภายใน 1 นาทีแรก
ส่วนการพูดปิดจะเน้นที่การทำให้ผู้ฟังจดจำประเด็นของเราได้ อาจใช้การสรุปให้เห็นภาพใหญ่
การพูดส่งเสริมให้ลงมือทำ การพูดให้เห็นถึงคุณค่าและวิสัยทัศน์
การสรุปให้ครบทุกประเด็น หรือ จบด้วยบทกวี ก็ได้
On Stage ทำอย่างไรเมื่ออยู่บนเวที เช่น เสื้อผ้าหน้าผม การเตรียมใจ ท่วงท่า ลีลา และน้ำเสียง และรูปแบบที่แปลกใหม่
- เสื้อผ้า เลือกเสื้อผ้าที่ใส่แล้วมั่นใจและเหมาะกับโอกาส
หากต้องใช้ไมโครโฟนไร้สายที่เหน็บไว้ที่เข็มขัด ควรเลือกใช้เข็มขัดที่แน่นหนามั่นคง เลือกเสื้อผ้าที่พอดีตัวและสีสดใสจะช่วยให้คุณโดดเด่นยิ่งขึ้น
- เตรียมใจ ไม่ว่าจะเป็นนักพูดที่เชี่ยวชาญขนาดไหน ก็คงหลีกเลี่ยงความตื่นเต้นไปไม่พ้น Anderson ได้แนะนำเทคนิคสยบความตื่นเต้นดังนี้
- ใช้ความกลัวเป็นแรงผลักดันให้ซ้อม...ซ้อม...และซ้อมจนมั่นใจ
- ก่อนนำเสนอเล็กน้อย ให้ทำสมาธิด้วยการหายใจ หรือ ออกกำลังกาย ก็ได้ เพื่อลดอะดรีนาลีนในร่างกายลง
- ดื่มน้ำ ประมาณ 1 ในสามของขวดก่อนขึ้นเวทีเล็กน้อย
- อย่าให้ท้องว่าง ควรทานอาหารก่อนขึ้นเวที 1 ชั่วโมง
- ระลึกว่าความตื่นเต้นทำให้คนดูเอาใจช่วยเราไปด้วย
- มองหาเพื่อนในกลุ่มผู้ฟัง แล้วคิดเสียว่าพูดให้เพื่อนคนนั้นฟัง
- มีแผนสำรองในกรณีที่สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
- ให้นึกถึงประเด็นสำคัญที่ต้องการสื่อสาร หลีกเลี่ยงการนึกถึงตัวเอง
- ลักษณะการจัดเวที บางเวทีมีโพเดียมให้ผู้พูดสามารถวางเอกสาร หรือ โน๊ตบุคได้ ซึ่งจะทำให้ผู้พูดสบายใจ แต่ผู้ฟังรู้สึกห่างเหิน
หากเวทีไม่มีโพเดียม เราอาจวางสคริปต์หรือขวดน้ำไว้หลังเวทีเผื่อในกรณีที่ต้องใช้
หากกลัวลืมสคริปต์ อาจใช้สไลด์ หรือกระดาษโน้ตเล็กๆ เป็นตัวช่วยไกด์สคริปต์ได้
แต่ไม่แนะนำให้ใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน เนื่องจากต้องคอย scroll ขึ้นลง และ ระวังหน้าจอเปลี่ยนไปเป็นแอพอื่น
นอกจากนี้ Anderson ยังไม่แนะนำการใช้จอภาพบอกบท เนื่องจากจะทำให้ผู้พูดต้องคอยมองจอเพื่ออ่านบท ทำให้ไม่สามารถมองตาผู้ฟังอย่างเป็นธรรมชาติได้
- น้ำเสียงและท่วงท่า การพูดให้อะไรได้มากกว่าการอ่าน การพูดสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง
โดยมีอารมณ์ร่วมและเน้นไปที่คำที่ต้องการให้เพื่อนรับรู้ความหมาย ส่วนท่าทาง อาจใช้การยืน การเดิน หรือการนั่งก็ได้ตามแต่ที่คุณมั่นใจและเป็นตัวคุณเอง แต่ระวังการโยกไปมา หรือเขย่าขา ด้วยความตื่นเต้น
- รูปแบบใหม่ ๆ ในการพูดแต่ละครั้ง มีเพียงเวลาเท่านั้นที่เป็นข้อจำกัดของคุณ คุณอาจใช้รูปแบบใหม่ๆ ช่วยให้การพูดของคุณน่าสนใจยิ่งขึ้น
ตัวกระตุ้นหลายสัมผัส เช่น กลิ่น รส เสียง ภาพสามมิติ เป็นต้น,
จัดรายการวิทยุสดๆ, สัมภาษณ์พร้อมภาพประกอบ, ใช้บทกวีร่วมกับแอนิเมชัน, มีเพลงซาวน์แทรค,
ใช้วิธีของศาสตราจารย์ Lessig (แสดงสไลด์ที่มีทุกคำที่พูด ให้ตรงจังหวะที่พูดเป๊ะ ๆ) ,
ใช้ผู้พูด 2 คนที่มีเคมีตรงกัน, ใช้รูปแบบโต้วาที, ใช้การพูดแบบรีบเร่งโดยใช้เวลากับแต่ละสไลด์เพียง10 วินาที,
ใช้รูปภาพโดยไม่ใช้คำพูด, ใช้แขกรับเชิญสุดเซอร์ไพรซ์, ใช้ผู้พูดแบบเสมือนจริง เช่น 3D Hologram หรือ หุ่นยนต์สื่อสารระยะไกล,
และสุดท้าย ใช้การบันทึกวีดีโอการพูดแบบไม่มีคนฟัง ซึ่งสามารถตัดต่อใส่ effect เข้าไปได้ด้วย
เนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว สามารถทำงานพื้นฐานต่าง ๆ แทนมนุษย์ได้แล้ว ส่วนงานที่เทคโนโลยีทำไม่ได้
และต้องใช้มนุษย์จะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ การวางแผนกลยุทธ์ การใช้ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม
รวมไปถึงการถ่ายทอดความรู้และแรงบันดาลใจจากมนุษย์สู่มนุษย์
ดังนั้น ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไปไกลเพียงใด แต่งานของมนุษย์และการถ่ายทอดแรงบันดาลใจก็ยังคงต้องมีอยู่ต่อไป
ที่มา
- TED. เข้าถึงได้จาก: https://ted.com.
- Gallo,Carmine (2014) Talk Like TED: The 9 Public-Speaking Secrets of The World’s Top Minds. St. Martin's Griffin.
- Anderson, Chris (2016) TED Talks:The Official TED Guide to Public Speaking.Houghton Mifflin Harcourt.
บทความโดย
ผศ.ดร.เนื่องวงศ์ ทวยเจริญ