ข้ามไปยังเนื้อหา
นำเสนอสไตล์ TED Talk (ตอนที่ 2)

บทความโดย: 9Expert Team

นำเสนอสไตล์ TED Talk (ตอนที่ 2)

ในบทความตอนที่แล้ว เราได้กล่าวถึงการนำเสนอสไตล์ TED Talk จากหนังสือขายดีของ Carmine Gallo ซึ่งถอดรหัสออกมาเป็น 9 เคล็ดลับด้วยกัน

9Expert Team 4 นาที

บทความในตอนที่ 2 นี้ เรามาต่อกันด้วยเทคนิคการนำเสนอสไตล์ TED Talk จาก Chris Anderson ประธาน TED Talk ตัวพ่อ

ซึ่งเทคนิคเหล่านี้นำมาจากหนังสือ TED Talks [3] ที่เขียนโดย Chris Anderson เอง และเพิ่งออกมาเมื่อต้นปี 2016  ซึ่งจะมีกลเม็ดเด็ดพรายอะไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ
Chris Anderson ได้เปรียบเทียบการนำเสนอในงาน TED Talk เหมือนกับคนโบราณที่ถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการเล่าเรื่องรอบกองไฟ ตั้งแต่โบราณกาล ผู้คนจะล้อมวงกัน ฟังเรื่องเล่าที่น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยอารมณ์ร่วม การแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ผ่านการบอกเล่าเรื่องในรูปแบบนี้ จนพัฒนามาสู่การพูดและการนำเสนอในที่สาธารณะ ซึ่งหากฝึกฝนมาอย่างดี จะกลายเป็นการจุดประกายความคิดให้กับผู้ฟังทั้งห้องและเปลี่ยนทัศคติของผู้ฟังไปตลอดกาล ในหนังสือเล่มนี้ ได้เจาะลึกถึงเทคนิครวมทั้งสิ้น 18 เทคนิค ที่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ตรงของ Chris Anderson เอง

ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่ ดังนี้ค่ะ

Foundation เรื่องพื้นฐานก่อนการนำเสนอ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนเราจะรับปากนำเสนอ มีดังนี้

  1. มาสร้างทักษะการนำเสนอกัน การนำเสนอสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ เช่น

    • ชีวิตของ Chris Anderson ที่การนำเสนอ 15 นาที ทำให้เขาได้รับโอกาสเป็นประธาน TED และ การนำเสนอเพียงสั้น ๆ ทำให้ Elon Musk ประธาน SpaceX ยังคงดำเนินงานบริษัทต่อไปได้ในวันที่จรวดของเขาระเบิดเป็นครั้งที่ 3 ถึงแม้ว่าทุกคนกลัวการนำเสนอ แต่การนำเสนอเพียงต้องการความเป็นตัวคุณ และการเตรียมตัวที่ดีเท่านั้นเอง

  2. การหาไอเดีย การนำเสนอที่ดีต้องให้ไอเดียที่จะคงอยู่กับผู้ฟังไปตลอดชีวิต

    • ดังนั้น หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของผู้นำเสนอคือนำพาเอาสิ่งที่สำคัญอย่างลึกซึ้งต่อตนเอง ไปก่อร่างสร้างตัวยังหัวใจของผู้ฟังให้ได้ ใครก็ตามที่มีไอเดียที่ดีที่ “น่าแบ่งปัน” ก็จะสามารถนำเสนออย่างมีพลังได้ ลองถามตัวเองดูว่า อะไรคือหนึ่งไอเดียที่คุณอยากแบ่งปันให้คนอื่นได้รับรู้ แล้วนำมันมานำเสนอผ่านภาษาและคำพูดที่เตรียมไว้อย่างดี ประดุจการเดินทางที่สนุกสนาน

  3. ระวังหลุมพราง! วิธีพูดบางอย่างอาจไม่เหมาะที่จะใช้ในการนำเสนอ เช่น

    • การพูดเพื่อขายอย่างตรงไปตรงมา จะเป็นการลดความน่าเชื่อถือของผู้พูด การบ่นไปเรื่อยๆ เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้พูดไม่ได้เตรียมตัวมาดีพอ ส่วนการเล่าถึงทีมงานมากเกินไป อาจเป็นการใช้เวลาโดยไม่ได้ประโยชน์กับผู้ฟัง และ การตั้งใจปลุกเร้าแรงบันดาลใจจนเกินพอดีก็อาจทำให้ฟังดูเชยได้

  4. เส้นเชื่อมประเด็น (Throughline) คือ ธีมที่เชื่อมประเด็นที่ต้องการสื่อสารเข้าด้วยกันอย่างมีทิศทาง

    • อาจมีการยั่วความสนใจของผู้ฟังให้ สงสัย หรือประหลาดใจ เราอาจเริ่มต้นจากการสร้าง throughline ด้วยคำ 15 คำที่สื่อถึงเนื้อหาสำคัญ เช่น “ยิ่งมีทางเลือกมากก็ยิ่งไม่มีความสุข” , “ด้วยภาษากาย คุณสามารถแกล้งทำจนกลายเป็นเรื่องจริง” , “ธงเมืองแย่ๆ สามารถเผยให้เห็นถึงความลับของการออกแบบที่น่าประหลาดใจ” เป็นต้น ซึ่ง throughline จะทำให้ผู้ฟังติดตามเรื่องราวได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ควรระวังการใส่หัวข้อมากเกินไป ควรถามตัวเองเสมอว่าสิ่งที่จะพูดสำคัญอย่างไรต่อผู้ฟัง แล้วใส่เรื่องราวของสิ่งนั้น ส่วนโครงสร้างการนำเสนอทั่วไปจะประกอบด้วย การแนะนำหัวข้อ ความสำคัญของหัวข้อ แนวคิดหลัก การใช้งานจริง และสรุป

Talk Tools เครื่องมือที่นำไปสู่การสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ฟัง ซึ่งเราสามารถผสมผสานเครื่องมือเหล่านี้ตามความเหมาะสม เครื่องมือสร้างความประทับใจ ได้แก่

  1. Connection คือ การสร้างสัมพันธ์ไปสู่ผู้ชม

    • ก่อนที่ผู้ชมจะรับฟังความคิดของเรา เราต้องทะลายกำแพงแห่งความลังเลสงสัยไปสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจเสียก่อน โดยการสร้างสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง เช่น การสบตาผู้ฟังพร้อมส่งรอยยิ้มเล็กน้อย การพูดถ่อมตัวอย่างจริงใจ การสอดแทรกมุขตลก(ที่ไม่ส่อเสียดใคร) และการเล่าเรื่องราว นอกจากนี้ เราควรหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องการเมืองและศาสนา และการยกตนข่มผู้ฟัง

  2. Narration การเล่าเรื่องราวเป็นการปรับสภาพจิตใจที่จะแบ่งปันและรับสาร

    • การเล่าเรื่องราวควรเน้นหลักการ 4 อย่าง ได้แก่
      1.มีตัวละครที่ผู้ฟังสามารถมีอารมณ์ร่วมได้ ซึ่งอาจเป็นตัวคุณเอง และเป็นเรื่องที่สำคัญกับคุณ
      2.สร้างความตึงเครียด เช่น ทำให้ผู้ฟังสงสัย หรือ ตัวละครหลักต้องเผชิญอันตราย
      3.ให้รายละเอียดที่มากพอ และ
      4.จบด้วยความพึงพอใจ เช่น ตลกขบขัน ประทับใจ หรือ เผยคำตอบที่น่าพอใจ และอย่าลืมว่าเรื่องที่เล่าต้องเป็นไปตาม throughline ที่ตั้งไว้ และต้องเป็นเรื่องจริง จึงจะทำให้ผู้ฟังค้นพบคุณค่าที่มีความหมายของเรื่องราวได้

  3. Explanation ควรมีการอธิบายเรื่องที่เข้าใจยาก เมื่อคุณอธิบายเรื่องได้ดี ความตื่นเต้นของผู้ฟังก็จะตามมา

    • การอธิบายประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่
      1.ควรเริ่มจากความรู้พื้นฐานของผู้ฟัง
      2.จุดประกายความสงสัย
      3.อธิบายแนวคิดใหม่ทีละเรื่อง
      4.ใช้การเปรียบเทียบ
      5.ใช้ตัวอย่างประกอบ
      นอกจากนี้ พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เทคนิคกับผู้ฟังที่มีพื้นฐานหลากหลาย

  4. Persuasion การเชิญชวนเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนความคิดในระยะยาว

    • การเชิญชวนจะได้ผลมักเริ่มจากการเตรียมผู้ฟังด้วยการทำลายความเชื่อเดิม แล้วให้เหตุผลเป็นขั้นเล็ก ๆ ที่ผู้ฟังสามารถสรุปได้เอง อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวัง หากจะใช้วิธีทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม โดยควรเน้นไปที่ประเด็น ไม่ใช่ตัวบุคคลหรือองค์กร
      นอกจากนี้ อาจใช้วิธีที่ทำให้ผู้ฟังร่วมเป็นนักสืบไปกับคุณ โดยการค่อย ๆ ตัดความเป็นไปได้ออกทีละประเด็น จนเหลือเพียงประเด็นที่คุณต้องการสื่อสารเพียงประเด็นเดียว อย่างไรก็ตาม การใช้เหตุผลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เชิญชวนผู้ฟังให้อยากฟังจนจบได้ อาจเพิ่มความน่าฟังด้วยอารมณ์ขัน เกร็ดความรู้ ตัวอย่างที่ชัดเจน การอ้างอิงสถาบันที่น่าเชื่อถือ หรือใช้สื่อชนิดอื่นร่วมด้วย

  5. Revelation การเผยโฉมเป็นการทำให้ผู้ฟังประหลาดใจจนลืมหายใจ อาจใช้การแสดงภาพเรียงต่อกันอย่างน่าพิศวงและมีเป้าหมาย

    • การสาธิตผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยการแนะนำผลิตภัณฑ์เพียงเล็กน้อยก่อนการสาธิต แต่ให้ผู้ชมได้เห็นความสามารถที่มหัศจรรย์ของผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง แล้วจึงกล่าวถึงการใช้งาน หรือการแสดงวิสัยทัศน์สำหรับอนาคต การแสดงวิสัยทัศน์สามารถทำได้ผ่านรูปภาพ รูปสเก็ตช์ การสาธิต หรือผ่านเพียงการบรรยายเท่านั้น
      การแสดงวิสัยทัศน์คือการแบ่งปันความฝันในอนาคตซึ่งมีหลักการเพียง 2 ข้อ คือ
      1.สร้างภาพอนาคตที่คุณต้องการอย่างชัดแจ้ง และ
      2.ทำให้ชัดเจนจนผู้ฟังฝันเห็นอนาคตเดียวกัน
      หากเราสื่อสารวิสัยทัศน์ได้ดีจะทำให้เราสามารถส่งต่อความฝัน ไปสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้อื่นและทำให้มันเป็นความจริงได้ เพราะความฝันที่จะมีอนาคตที่สวยงาม ทำให้เราและผู้ฟังทำงานหนักขึ้นเพื่อทำให้มันเป็นจริง

Preparation Process รวมถึงการ การเตรียมสื่อประกอบ การเขียนบท การซ้อม การเปิดและปิดการนำเสนอ

  1. Visuals รวมทั้งสื่อที่เป็น ภาพ ข้อความที่ออกแบบมาอย่างสวยงาม กราฟ infographics แอนิเมชัน วิดีโอ เสียง และการ simulation ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างได้ด้วยซอฟต์แวร์สมัยใหม่อย่างง่ายดาย

    • อย่างไรก็ตาม เราต้องถามตัวเองเสมอว่าสิ่งเหล่านี้จำเป็นหรือไม่ เนื่องจากการฉายสื่อเหล่านี้บนจอขณะที่เราพูด เป็นการดึงความสนใจผู้ชมออกจากผู้พูด และการไม่มีสื่ออาจดีกว่าการมีสื่อแย่ ๆ อีกด้วย
      การใช้สื่อต้องพิจารณาถึง 3 สิ่งนี้เป็นสำคัญ
      1.เปิดสื่อเพื่อแสดงบางสิ่งที่อธิบายด้วยคำพูดได้ยาก
      2.การอธิบายประกอบสื่อ โดยแสดง 1 ประเด็นต่อ 1 สไลด์ หากช่วงใดไม่ได้ใช้สื่อ ควรปิดสื่อไม่ให้รบกวนความสนใจ และ
      3.ความสวยงาม ซึ่งมีคำแนะนำในการใช้งานซอฟต์แวร์สร้างสื่อสไลด์ดังนี้

      • เลือกใช้สัดส่วนหน้าจอที่เหมาะสมกับโปรเจ็คเตอร์ เช่น 16:9 หรือ 4:3

      • อย่าใช้ template, bullet, dash ที่มากับซอฟต์แวร์

      • ขยายรูปให้เต็มหน้าจอ หรือใช้พื้นหลังสีดำ และใช้รูปที่มีความละเอียดสูงสุดที่เป็นไปได้

      • แนะนำให้ใช้ฟ้อนต์ Helvetica หรือ Arial (สำหรับภาษาอังกฤษ)

      • ใช้ขนาดฟ้อนต์ 24 หรือใหญ่กว่านั้น

      • ถ้าต้องวางตัวอักษรบนรูป หากวางแล้วอ่านยาก ให้ใส่สีเหลี่ยมสีดำรองตัวอักษรไว้

      • สีตัวอักษรและสีพื้นหลังควรตัดกันเช่น สีขาว/ดำ หรือ เหลือง/ดำ ควรใช้ตัวอักษรสีเดียวกันทุกสไลด์ ยกเว้นในกรณีที่ต้องการเน้นความสำคัญหรือสร้างความประหลาดใจ อย่าใช้ตัวอักษรสีอ่อนบนพื้นสีอ่อน หรือตัวอักษรสีเข้มบนพื้นสีเข้มเป็นอันขาด!

      • ให้ลองฉายตัวอักษรและสีพื้นที่เลือกบนจอที่จะนำเสนอ แล้วยืนห่างจากจอ 6-12 ฟุต ยังอ่านออกหรือไม่? ตัวอักษรแตกเป็นพิกเซลหรือไม่? ปรับให้เหมาะสม

      • อย่าใช้ bullet, dash, ตัวเอียง, ตัวขีดเส้นใต้ หรือใช้หลาย effect กับตัวอักษรบรรทัดเดียวกัน

      • แบ่งประเด็นให้ 1 สไลด์มีเพียงประเด็นเดียว

      • ใส่แหล่งที่มาแบบย่อให้กับสื่อที่นำมา และใช้ตัวอักษรไม่ใหญ่เกินไป เช่น ขนาดฟ้อนต์ 10 (ควรได้รับอนุญาตจากเจ้าของสื่อถ้าเป็นไปได้)

      • ถ้าต้องใส่รูปของทีมงาน ให้ใส่เพียงรูปเดียว เพราะไม่ได้มีความสำคัญใดๆ กับผู้ฟัง

      • คลิปวีดีโอไม่ควรยาวกว่า 30 วินาทีและไม่ควรมีมากกว่า 2-4 คลิป

      • ไม่ควรใส่ transition ระหว่างการเปลี่ยนสไลด์ ยกเว้นถ้าต้องการขึ้นเรื่องใหม่

      • ควรรวมไฟล์ด้วยการ zip เพื่อให้ไฟล์ทั้งหมดอยู่ที่เดียวกัน (และรวมไฟล์ฟ้อนต์ด้วย) และมอบให้ผู้จัดล่วงหน้า 1 ชุดและพกติดตัวใน Flash Drive  1 ชุด

      • ทดสอบเปิดไฟล์สไลด์ และไฟล์สื่อต่าง ๆ ก่อนการนำเสนอ

      • ตั้งชื่อไฟล์โดยใส่ version เข้าไปด้วย ได้แก่ ชื่อคนที่แก้ไขไฟล์ล่าสุด, หมายเลข version, ชื่อสถานที่นำเสนอ และชื่องานที่นำเสนอ

  2. การเขียน SCRIPT ถึงแม้ว่า TED มักจะให้ผู้นำเสนอส่วนใหญ่เขียนสคริปต์ทุกคำและท่องจนกว่าจะจำได้อย่างดี

    • (เช่น ขับรถไปด้วยพูดสคริปต์ไปด้วยได้) แต่ Anderson ก็พบว่าวิธีนี้อาจไม่ได้ผลกับบางคน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใช้สคริปต์หรือไม่ ก็ต้องซ้อมจนกว่าการพูดของคุณจะออกมาอย่างจริงใจและเป็นธรรมชาติ
      การซ้อม นักดนตรีต้องซ้อม นักแสดงต้องซ้อม และนักพูดก็เช่นกัน มิฉะนั้นเราอาจต้องอับอายเพราะผู้ฟังต้องทนทุกข์ทรมาณฟังสิ่งที่เราพูดโดยไม่ได้ผ่านการเตรียมตัวมาอย่างดี และมักจะพูดจนเลยเวลา เทคนิคในการซ้อม คือ เราอาจซ้อมกับเพื่อนสนิทที่ไม่รู้เรื่องที่เราจะพูดมาก่อน เพื่อให้ได้ feedback ที่ตรงไปตรงมา ควรซ้อม 25 – 100 รอบ และให้การพูดแต่ละครั้งอยู่ภายใน 90% ของเวลา (เช่นมีเวลาพูด 10 นาที ควรซ้อมให้ได้ 9 นาที)

  3. การพูดเปิดและพูดปิด เราพูดเปิดเป็นการเร้าให้คนฟังอยากรู้เรื่องที่เราจะพูด และการพูดปิดเป็นการพูดเพื่อให้คนฟังจดจำประเด็นได้

    • ดังนั้น เราจึงควรเขียนสคริปต์และจดจำคำพูดเปิดและพูดปิดให้ได้เป็นอย่างดี คนฟังสนใจเราเมื่อขึ้นเวที และหมดความสนใจทันทีหากเราไม่สามารถเร้าความสนใจได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นอย่าเริ่มด้วยการถามถึงดินฟ้าอากาศ ควรเริ่มด้วยคำถามที่น่าประหลาดใจ
      เรื่องสั้นสุดดราม่า ภาพ/คลิปวิดีโอ/สิ่งของที่น่าตื่นเต้น หรือการเร้าความสนใจผู้ฟังโดยไม่เฉลย เราอาจใช้เทคนิค 10-1 นั่นคือ เราต้องทำให้ผู้ฟังสนใจภายใน 10 วินาทีแรก และทำให้ผู้ฟังอยากฟังต่อจนจบภายใน 1 นาทีแรก ส่วนการพูดปิดจะเน้นที่การทำให้ผู้ฟังจดจำประเด็นของเราได้ อาจใช้การสรุปให้เห็นภาพใหญ่ การพูดส่งเสริมให้ลงมือทำ การพูดให้เห็นถึงคุณค่าและวิสัยทัศน์ การสรุปให้ครบทุกประเด็น หรือ จบด้วยบทกวี ก็ได้

On Stage ทำอย่างไรเมื่ออยู่บนเวที เช่น เสื้อผ้าหน้าผม การเตรียมใจ ท่วงท่า ลีลา และน้ำเสียง  และรูปแบบที่แปลกใหม่

  1. เสื้อผ้า เลือกเสื้อผ้าที่ใส่แล้วมั่นใจและเหมาะกับโอกาส

    • อาจลองซ้อมพูดโดยใส่เสื้อผ้าที่เลือกไว้ก่อนเพื่อให้มั่นใจมากขึ้น ควรเลี่ยงการใส่ต่างหูหรือเครื่องประดับขนาดใหญ่หากต้องใช้ไมโครโฟนไร้สายที่เหน็บไว้ที่เข็มขัด ควรเลือกใช้เข็มขัดที่แน่นหนามั่นคง เลือกเสื้อผ้าที่พอดีตัวและสีสดใสจะช่วยให้คุณโดดเด่นยิ่งขึ้น

  2. เตรียมใจ ไม่ว่าจะเป็นนักพูดที่เชี่ยวชาญขนาดไหน ก็คงหลีกเลี่ยงความตื่นเต้นไปไม่พ้น Anderson ได้แนะนำเทคนิคสยบความตื่นเต้นดังนี้

    • ใช้ความกลัวเป็นแรงผลักดันให้ซ้อม...ซ้อม...และซ้อมจนมั่นใจ

    • ก่อนนำเสนอเล็กน้อย ให้ทำสมาธิด้วยการหายใจ หรือ ออกกำลังกาย ก็ได้ เพื่อลดอะดรีนาลีนในร่างกายลง

    • ดื่มน้ำ ประมาณ 1 ในสามของขวดก่อนขึ้นเวทีเล็กน้อย

    • อย่าให้ท้องว่าง ควรทานอาหารก่อนขึ้นเวที 1 ชั่วโมง

    • ระลึกว่าความตื่นเต้นทำให้คนดูเอาใจช่วยเราไปด้วย

    • มองหาเพื่อนในกลุ่มผู้ฟัง แล้วคิดเสียว่าพูดให้เพื่อนคนนั้นฟัง

    • มีแผนสำรองในกรณีที่สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น

    • ให้นึกถึงประเด็นสำคัญที่ต้องการสื่อสาร หลีกเลี่ยงการนึกถึงตัวเอง

  3. ลักษณะการจัดเวที บางเวทีมีโพเดียมให้ผู้พูดสามารถวางเอกสาร หรือ โน๊ตบุคได้ ซึ่งจะทำให้ผู้พูดสบายใจ แต่ผู้ฟังรู้สึกห่างเหิน

    • ดังนั้น TED จึงไม่ใช้โพเดียม เพื่อให้ผู้พูดสามารถเชื่อมต่อถึงใจของผู้ฟังได้ดียิ่งขึ้นหากเวทีไม่มีโพเดียม เราอาจวางสคริปต์หรือขวดน้ำไว้หลังเวทีเผื่อในกรณีที่ต้องใช้ หากกลัวลืมสคริปต์ อาจใช้สไลด์ หรือกระดาษโน้ตเล็กๆ เป็นตัวช่วยไกด์สคริปต์ได้แต่ไม่แนะนำให้ใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน เนื่องจากต้องคอย scroll ขึ้นลง และ ระวังหน้าจอเปลี่ยนไปเป็นแอพอื่น นอกจากนี้  Anderson ยังไม่แนะนำการใช้จอภาพบอกบท เนื่องจากจะทำให้ผู้พูดต้องคอยมองจอเพื่ออ่านบท ทำให้ไม่สามารถมองตาผู้ฟังอย่างเป็นธรรมชาติได้

  4. น้ำเสียงและท่วงท่า การพูดให้อะไรได้มากกว่าการอ่าน การพูดสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง

    • สร้างความตื่นเต้น สร้างอารมณ์ร่วม และสร้างแรงบันดาลใจได้ดีกว่าการอ่าน น้ำเสียงที่ดีควรใช้น้ำเสียงแบบเพื่อนพูดกับเพื่อน โดยมีอารมณ์ร่วมและเน้นไปที่คำที่ต้องการให้เพื่อนรับรู้ความหมาย ส่วนท่าทาง อาจใช้การยืน การเดิน หรือการนั่งก็ได้ตามแต่ที่คุณมั่นใจและเป็นตัวคุณเอง แต่ระวังการโยกไปมา หรือเขย่าขา ด้วยความตื่นเต้น

  5. รูปแบบใหม่ ๆ ในการพูดแต่ละครั้ง มีเพียงเวลาเท่านั้นที่เป็นข้อจำกัดของคุณ คุณอาจใช้รูปแบบใหม่ๆ ช่วยให้การพูดของคุณน่าสนใจยิ่งขึ้น

    • ได้แก่ อุปกรณ์สุดดราม่า เช่นทำให้เกิดเสียงดัง หรือ ทำให้กลัว, จอภาพรอบทิศทาง, ตัวกระตุ้นหลายสัมผัส เช่น กลิ่น รส เสียง ภาพสามมิติ เป็นต้น, จัดรายการวิทยุสดๆ, สัมภาษณ์พร้อมภาพประกอบ, ใช้บทกวีร่วมกับแอนิเมชัน, มีเพลงซาวน์แทรค, ใช้วิธีของศาสตราจารย์ Lessig (แสดงสไลด์ที่มีทุกคำที่พูด ให้ตรงจังหวะที่พูดเป๊ะ ๆ) , ใช้ผู้พูด 2 คนที่มีเคมีตรงกัน, ใช้รูปแบบโต้วาที, ใช้การพูดแบบรีบเร่งโดยใช้เวลากับแต่ละสไลด์เพียง10 วินาที, ใช้รูปภาพโดยไม่ใช้คำพูด, ใช้แขกรับเชิญสุดเซอร์ไพรซ์, ใช้ผู้พูดแบบเสมือนจริง เช่น 3D Hologram หรือ หุ่นยนต์สื่อสารระยะไกล, และสุดท้าย ใช้การบันทึกวีดีโอการพูดแบบไม่มีคนฟัง ซึ่งสามารถตัดต่อใส่ effect เข้าไปได้ด้วย 

สุดท้าย Anderson สรุปว่า

ทักษะในการนำเสนอด้วยการพูด เป็นทักษะที่จำเป็นในปัจจุบันและอนาคตข้างหน้า เนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว สามารถทำงานพื้นฐานต่าง ๆ แทนมนุษย์ได้แล้ว ส่วนงานที่เทคโนโลยีทำไม่ได้ และต้องใช้มนุษย์จะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ การวางแผนกลยุทธ์ การใช้ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม รวมไปถึงการถ่ายทอดความรู้และแรงบันดาลใจจากมนุษย์สู่มนุษย์ ดังนั้น ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไปไกลเพียงใด แต่งานของมนุษย์และการถ่ายทอดแรงบันดาลใจก็ยังคงต้องมีอยู่ต่อไป

ที่มา

  1. TED. เข้าถึงได้จาก: https://ted.com

  2. Gallo,Carmine (2014) Talk Like TED: The 9 Public-Speaking Secrets of The World’s Top Minds. St. Martin's Griffin.

  3. Anderson, Chris (2016) TED Talks:The Official TED Guide to Public Speaking.Houghton Mifflin Harcourt.


บทความโดย
ผศ.ดร.เนื่องวงศ์ ทวยเจริญ

ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

วิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง