ข้ามไปยังเนื้อหา
การใช้เงื่อนไขถ้า....แล้ว (if....else)

บทความโดย: 9Expert Team

การใช้เงื่อนไขถ้า....แล้ว (if....else)

การให้โปรแกรมตัดสินใจเลือกทำสิ่งหนึ่งหรืออีกสิ่งหนึ่งตามเงื่อนไข เป็นพื้นฐานแรกๆ ที่ผู้เริ่มเขียน C# ต้องเรียนรู้ บทความนี้แนะนำคำสั่ง if...else ว่าทำงานอย่างไร เมื่อเงื่อนไขเป็นจริงทำอย่างหนึ่ง และเมื่อไม่จริงทำอีกอย่างหนึ่ง พร้อมข้อควรระวังเรื่องตัวพิมพ์เล็กใหญ่ และตัวอย่างการตัดสินผลสอบผ่านหรือสอบตกจากคะแนน

9Expert Team 1 นาที

การใช้เงื่อนไขถ้า....แล้ว (if....else)

ภาษา C# นั้นจะมีไวยกรณ์ที่ผู้ที่เริ่มต้นมาพัฒนาจะต้องเรียนรู้ ในบทความนี้จะแนะนำการใช้ if..else โดยที่ if…else เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับทางเลือก เมื่อเงื่อนไขเป็นจริงทำอย่างหนึ่ง แต่ถ้าไม่จริงทำอีกอย่างหนึ่ง โดยในภาษา C# นั้น จะมีความคล้ายกับ JAVA ที่จะให้ความสำคัญกับตัวพิมพ์เล็ก ตัวพิมพ์ใหญ่ (Case Sensitive) ดังนั้นหากจะใช้ต้องเป็น if และ then ที่เป็นตัวพิมพ์เล็กเท่านั้น ในภาพจะเป็นการคำนวณเกรด โดยที่เงื่อนไข คือ คะแนน(score) มีค่าต่ำกว่า 50 ก็จะถือว่า สอบตก แต่หากไม่ได้น้อยกว่า 50 ซึ่งก็คือ คะแนนได้มากกว่าหรือเท่ากับ 50 ก็จะถือว่า สอบผ่าน

การใช้เงื่อนไขถ้า....แล้ว (if....else)

ภาษา C# นั้นจะมีไวยกรณ์ที่ผู้ที่เริ่มต้นมาพัฒนาจะต้องเรียนรู้ ในบทความนี้จะแนะนำการใช้ if..else โดยที่ if…else เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับทางเลือก เมื่อเงื่อนไขเป็นจริงทำอย่างหนึ่ง แต่ถ้าไม่จริงทำอีกอย่างหนึ่ง โดยในภาษา C# นั้น จะมีความคล้ายกับ JAVA ที่จะให้ความสำคัญกับตัวพิมพ์เล็ก ตัวพิมพ์ใหญ่ (Case Sensitive) ดังนั้นหากจะใช้ต้องเป็น if และ then ที่เป็นตัวพิมพ์เล็กเท่านั้น

ในภาพ จะเป็นการคำนวณเกรด โดยที่เงื่อนไข คือ คะแนน(score) มีค่าต่ำกว่า 50 ก็จะถือว่า สอบตก แต่หากไม่ได้น้อยกว่า 50 ซึ่งก็คือ คะแนนได้มากกว่าหรือเท่ากับ 50 ก็จะถือว่า สอบผ่าน

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

มีอะไรใหม่ใน .NET Core 2 และ C# 7 : Pattern Matching ด้วยคำสั่ง Switch

มีอะไรใหม่ใน .NET Core 2 และ C# 7 : Pattern Matching ด้วยคำสั่ง Switch

ในภาษา C# เวอร์ชัน 7.0 การตรวจสอบเพื่อการจับคู่รูปแบบ (Pattern Matching: PM) ด้วยคำสั่ง if และ switch ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ยืดหยุ่นกว่าเดิม เขียนโค้ดได้สะดวกขึ้น แต่เดิมการทำ PM ด้วยหลักวัตถุวิธีเราจะสร้างคลาสฐานเป็นแบบ “abstract” จากนั้นจะใช้กรรมวิธีสืบคุณสมบัติเป็นคลาสลูกหลาย ๆ แบบตามต้องการ ส่วนเก็บข้อมูลและโค้ดเพื่อจัดการข้อมูลจะถูกผนึกไว้เป็นหน่วยเดียวกัน ซึ่งเป็นการ “เชื่อมแน่น” (tight coupling) ในกรณีที่เราต้องการการ “เชื่อมหลวม” (loose coupling) เราจะแยก ส่วนเก็บข้อมูลและโค้ดเพื่อจัดการข้อมูลออกจากกัน จากนั้นทำ PM ด้วยคำสั่ง if และ switch ซึ่งหากมีรูปแบบจำนวนวนมาก โค้ดจะยืดยาวเยิ่นเย้อ

อ่านเพิ่มเติม